top of page

If Hitler Asked You to Electrocute a Stranger, Would You? Probably

อ่านเจอบทความหนึ่งของ Philip Meyer จากหนังสือ Down To Earth Sociology ซึ่งมี James M. Henslin เป็น บ.ก. ชื่อบทความว่า ถ้าฮิตเลอร์ขอให้คุณช็อตคนแปลกหน้าจนตาย คุณจะทำมั้ย เป็นไปได้ว่าคุณจะทำ


ก่อนเริ่มบทความนี้ Henslin ดักคอผู้อ่าน คุณคงตอบปฏิเสธทันทีสินะ "ฉันไม่ทำร้ายคนแปลกหน้าเพียงเพราะมีคนอื่นขอให้ฉันทำ" คำตอบนี้ฟังดูแล้ว logically sound แต่ในความเป็นจริง เราทุกคนทำสิ่งที่ไม่อยากทำ (เช่น ไปทำงาน ไปเรียน ทั้ง ๆ ที่อยากนอนบนเตียง) และบางครั้ง ความกดดันทางสังคม (social pressure) ก็ที่มีอำนาจเหนือหลักการเชิงศีลธรรมส่วนตัว บทความนี้ของ Meyer เป็นการเล่าการทดลองอันโด่งดังของ Stanley Milgram นักจิตวิทยาทางสังคมที่มหาวิทยาลัยเยลในยุค 60



Milgram ต้องการทดสอบคำอ้างของนักประวัติศาสตร์ William L. Shirer ผู้พยายามอธิบายการทำลายล้างชาวยิวของนาซีเยอรมนี (ไรช์ที่สาม) ตามคำอธิบายของ Shirer นั้น ชาวเยอรมันมีความบกพร่องในลักษณะหรือบุคลิกพื้นฐานประการหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาพร้อมที่จะเชื่อฟังผู้มีอำนาจโดยไม่ตั้งคำถาม ไม่ว่าคำสั่งนั้นจะชั่วร้ายปานใด หลังจากออกแบบการทดลอง (ในสไตล์ของ Solomon Asch แนวจัดฉากหลอกผู้ร่วมทดลอง 1 คน (subject) ซึ่งไม่รู้ว่าคนที่เหลือจะแสดงและพูดตามสคริปต์ นั่นคือ คนที่เหลือสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นตัวแปรให้ Milgram ควบคุมได้) เดิมที Milgram ตั้งใจจะทำการทดลองสองครั้ง ครั้งแรกที่อเมริกา (นิวเฮเวน) และครั้งที่สองที่เยอรมนี แต่หลังจากการทดลองที่อเมริกา 2 ครั้ง (นิวเฮเวนกับบริดจ์พอร์ต) เขาก็พบว่า ไม่จำเป็นต้องไปถึงเยอรมนี เพราะชาวอเมริกันก็เป็นคนที่เชื่อฟังเหมือนกัน (obedient people) ไม่ใช่เชื่อฟังอย่างมืดบอด (blindly obedient) ไม่ใช่เชื่อฟังแบบยินดีทำตามอย่างสุขสันต์ (blissfully obedient) แต่เป็นแค่การเชื่อฟังเฉย ๆ บทความนี้โควตคำพูดของ Milgram "ผมพบว่ามีการเชื่อฟังมากเหลือเกิน จนไม่เห็นความจำเป็นต้องทำการทดลองที่เยอรมนีแล้วล่ะ"


การทดลองเป็นแบบนี้ เขาเริ่มจากประกาศหาอาสาสมัครมาร่วมการทดลอง โดยจัดฉากว่าเป็นการทดลองเกี่ยวกับการศึกษา มีค่าจ้างให้ 4.50 USD (ถ้าลองคำนวน annual inflation จาก 1960 ถึง 2020 ที่ 3.68% ค่าเงิน 4.50 USD ในปี 1960 จะประมาณ 40 USD ในปีนี้) โดยบอกกับ subject ว่า ต้องการศึกษา negative reinforcement หรือการกระตุ้นเชิงลบต่อการเรียนรู้ ในการทดลอง 1 ครั้งจะมีผู้เกี่ยวข้อง 3 คน คือ subject 1 คนกับหน้าม้า 2 คน หน้าม้าคนแรกเป็นผู้ดำเนินการทดลอง (experimenter) ชื่อ Jack William (ชื่อในการแสดง) หน้าม้าอีกคนเป็นผู้ร่วมทดลอง ผู้ชาย อายุประมาณ 50 ปี ชื่อ Mr. Wallace (ชื่อในการแสดง)


Jack เขียนฉลาก 2 ใบ บอกว่าใบหนึ่งเขียนคำว่าครู อีกใบเขียนคำว่านักเรียน เขาเอาฉลากทั้งสองใส่หมวกแล้วยื่นให้ subject กับ Mr. Wallace หยิบคนละใบ จากนั้นถามว่า ใครได้รับบทอะไร ในความเป็นจริง ฉลากทั้งสองใบเขียนคำว่าครู และ Mr. Wallace ตอบว่านักเรียนเสมอ นักเรียนจะถูกมัดติดกับเก้าอี้ไฟฟ้าในห้องหนึ่ง เป็นคนละห้องกับคุณครูซึ่งจะอยู่ในห้องควบคุมไฟฟ้าที่จ่ายกระแสไปยังแผ่นขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่บริเวณที่วางแขนของเก้าอี้ โดยแรงดันไฟฟ้าต่ำสุดคือ 15V และสูงสุดคือ 450V บนสเกลนี้ แรงดันไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นทีละขั้น ขั้นละ 15V และมีข้อความเขียนกำกับจาก "แรงดันไฟฟ้าต่ำ" ที่ระดับต่ำสุด ไปจนถึง "อันตราย แรงดันไฟฟ้าสูงมาก" ที่ระดับสูงสุด


ก่อนเริ่มทดลอง Jack ให้คุณครูซ็อตตัวเองที่ 45V หนี่งที พบว่า เจ็บ!


การทดลองนี้เหมือนการเล่นเกม คุณครู (subject) จะอ่านชุดของคำเป็นคู่ ๆ เช่น blue-girl, nice-day, fat-neck จนกระทั่งครบ 1 ชุด จากนั้น คุณครูจะอ่านเฉพาะคำแรก แล้วบอกตัวเลือกให้ 4 ตัว นักเรียนต้องหาว่าคำที่สองคือตัวไหนในตัวเลือก 4 ตัวนั้น นักเรียนที่ถูกมัดติดบนเก้าอี้ไฟฟ้าในอีกห้องหนึ่งสามารถกดปุ่มเพื่อเลือกคำตอบได้ ถ้าตอบถูก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้ามไปข้อต่อไป แต่ถ้าตอบผิดจะถูกช็อต 1 ที และทุกครั้งที่ตอบผิด โวลเตจไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งขั้น จุดประสงค์ของการทดลองนี้คือ Milgram ต้องการหาว่า ณ ระดับโวลเตจใด คุณครูถึงจะหยุดเชื่อฟังนาย Jack และปฏิเสธการกดสวิตช์เพื่อช็อตนักเรียน

ก่อนเริ่มการทดลองจริง Milgram ถามนักศึกษาเอกจิตวิทยาที่เยลว่า ในคุณครู 100 คน การกระจายของจำนวนครูที่จะหยุดช็อตนักเรียนบนสเกล 15V ถึง 450V จะเป็นยังไง ส่วนใหญ่ตอบว่า มีไม่กี่คนหรอกที่จะหยุดตอนไฟต่ำ ๆ แต่ส่วนใหญ่จะหยุดตรงย่านกลาง ๆ และมีน้อยคนที่จะไปจนถึง 450V ตัวเลขที่สูงที่สุดที่ตอบว่าจะไปจนถึง 450V คือ 3 คนจาก 100 คน นอกจากนี้ Milgram ยังถามเพื่อน ๆ อาจารย์ในเยล ก็ได้รับคำตอบเหมือนกัน


ในการทดลองรอบนำร่องก่อนเริ่มการทดลองจริง Milgram ของให้นักศึกษาเยลมาเป็น subject และ subject ทุกคนกดสวิตช์ไปจนถึง 450V นั่นทำให้เขาปรับสคริปต์ใหม่ เพิ่มการร้องโอดโอย ครวญคราง ของ Mr. Wallace และกรีดร้องโหยหวนที่ระดับโวลเตจสูง ๆ เสียงร้องเหล่านี้ถูกอัดเทป เพื่อให้คุณครูทุกคนได้ฟังเสียงแบบเดียวกัน เช่น ที่ 75V "เจ็บนะเว้ย" ที่ 125V "หยุด ทนไม่ไหวแล้ว" ที่ 180-195V เริ่มบอกว่ามีปัญหากับหัวใจ ที่ 285V ร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน ที่ 315V ไม่ตอบคำถาม เงียบ


ผลจากการทดลองคือ 65% ของคุณครูซ็อต Mr. Wallace ไปจนสุดสเกล 450V


เวอร์ชั่นต่อมา เขาให้ครูกับนักเรียนอยู่ห้องเดียวกัน และนักเรียนไม่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ ตามสคริปต์เวอร์ชั่นนี้ ที่ 150V นักเรียนจะเอามือออกจากแผ่นขั้วไฟฟ้า และพูดว่า เขาจะไม่ร่วมการทดลองบ้า ๆ นี่อีกต่อไปแล้ว จากนั้น Jack จะบอกให้คุณครูออกแรงบังคับจับมือนักเรียนวางบนแผ่นขั้วไฟฟ้า Milgram พูดว่า "ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นขีดจำกัดของการเชื่อฟังในห้องปฏิบัติการล่ะ คงเหลือแค่ไม่กี่คนที่ยังยอมทำตามคำสั่งอยู่" การทดลองเวอร์ชั่นนี้เล่นกับ subject จำนวน 40 คน และพบว่า 30% ยอมทำตาม (12 คนจาก 40 คน)


Milgram คิดว่า บางทีคนที่ยอมทำตาม อาจเป็นเพราะชื่อของเยลมีความศักดิ์สิทธิ์เกินไป จึงย้ายลงใต้ 20 ไมล์ ทำการทดลองซ้ำที่บริดจ์พอร์ต โดยใช้ชื่อหน่วยงานปลอม Research Associate of Bridgeport คราวนี้ 65% ที่เยลลดลงเหลือ 48% ซึ่งลดลงไม่มากพอที่จะบอกว่าความเชื่อฟังนั้นมาจากชื่อของเยลอย่างเดียวแล้วล่ะ


Milgram ต้องการหาคำอธิบายว่า อะไรเป็นปัจจัยทำให้คนเชื่อฟัง คำตอบว่า เพราะคนอเมริกันป่าเถื่อน ชั่วร้าย ซาดิสต์ ไม่ใช่คำตอบที่ถูก เพราะครูที่ช็อต Mr. Wallace ไปจนสุดสเกลก็ไม่ได้มีความสุขกับการกระทำอย่างนั้น บางคนพยายามฝืนทำด้วยซ้ำ คำตอบของ Milgram (ที่เราชอบ) คือ "พวกเขาถูกขังอยู่ในโครงสร้างอันหนึ่ง และพวกเขาไม่มีทักษะหรืออำนาจภายในใด ๆ ที่จะปลดตัวเองออกจากโครงสร้างอันนั้น" (They are locked into a structure, and they do not have the skills or inner resources to disengage themselves ...) คนประมาณครึ่งหนึ่งกระทำสิ่งที่พวกเขาถูกบอกให้กระทำ ตราบเท่าที่พวกเขามองว่าคำสั่งดังกล่าวมาจากคนที่มีอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหรือข้อตกลงบางอย่าง (legitimate authority)


ประโยคหนึ่งของ Milgram ที่อ่านแล้วชวนหดหู่ใจคือ


"We have learned that some people are psychologically incapable of disengaging themselves."
bottom of page